“ก๋องปู่จา” มรดกล้านนาที่กำลังเลือนหาย เสียงที่มีเอกลักษณ์และมนต์เสน่ห์ ปัจจุบันนี้ช่างหาฟังยากเหลือเกิน

7 กุมภาพันธ์ 2019 | Slide, ข่าวสาร
Loading...

ในยุคสมัยปัจจุบันมีเครื่องดนตรีสากลที่นิยมมากมายหลายอย่างในสังคม อาทิ กลองชุด กีต้าร์ เบส เป็นต้น โดยสมัยแต่ก่อนนั้นบรรพบุรุษเราได้สร้างสรรค์เครื่องดนตรีประกอบจังหวะหรือการแสดงขึ้นมา ในสังคมล้านนานั้น “ก๋องปู่จา” ซึ่งถูกสรรค์สร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือสารพัดประโยชน์ และจะเห็นได้ว่า กลองปู่จามีประโยชน์มากมาย นอกจากนี้กลองปู่จายังเป็นกลองแม่แบบของ “กลองสะบัดชัย” ที่เราได้ยินคุ้นหูกันในทุกวันนี้อีกด้วย

วันนี้ทางทีมงาน ได้นำเรื่องราวความผูกพันของชาวน่าน ผ่านกลองปูจา ที่หลายคยอาจไม่เคยรู้มาก่อน เพื่อให้ลูกหลานของคนล้านนาในปัจจุบันมีจิตสำนึกอนุรักษ์และหวงแหนมรดกภูมิปัญญาทางดนตรีที่บรรพบุรุษเราได้สร้างขึ้นมา

เรียนรู้วิถีชีวิต และวัฒนธรรมชาวล้านนา ผ่านกลองปูจา

“กลองปูจา” หรือกลองบูชา เป็นกลองโบราณและมีศิลปวัฒนธรรมด้านดนตรีชนิดหนึ่งในล้านนา ผูกพันกับวิถีชีวิตของชาว จ.น่านมาอย่างยาวนาน แต่ปัจจุบันได้เงียบหายไป คนรุ่นใหม่แทบจะไม่รู้จัก องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) สำนักงานพื้นที่พิเศษเมืองเก่าน่านและชาวบ้านในพื้นที่ จึงได้ปลุกให้เสียงกลองกลับมาดังขึ้นอีกครั้ง เพื่อเป็นการสืบสานวัฒนธรรมและกระตุ้นให้ผู้คนได้รู้จักกลองปูจามากยิ่งขึ้น

ในสมัยก่อนกลองปูจา เป็นกลองประจำวัดในอาณาจักรล้านนา ใช้ตีเพื่อเป็นพุทธบูชาและงานประเพณีต่างๆ ใช้ส่งสัญญาณในการจัดกระบวนทัพหรือโจมตีข้าศึกในเวลาสงคราม ต่อมาใช้ตีส่งสัญญาณบอกข่าวแก่ชุมชน และยังใช้เป็นเครื่องมือดนตรีประกอบมหรสพ เป็นเครื่องประโคมฉลองชัยชนะ และความสนุกสนานของคนในชุมชน เป็นเสียงที่คุ้นเคยและผูกพันกับชาวบ้านมายาวนาน

สำหรับ จ.น่าน ให้ความสำคัญกับการสืบสานวัฒนธรรมกลองปูจามาก เพราะการตีกลองปูจาถือเป็นพุทธบูชา ที่มีความสำคัญตั้งแต่ระดับหมู่บ้านจนถึงระดับเมือง เป็นวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมทางศาสนา เสียงกลองที่ดังขึ้นเพื่อบอกให้ผู้คนในชุมชนรู้ว่าเช้าวันรุ่งขึ้นจะมีงานบุญ โดยจะเป็นวันโกน วันพระ หรือวันสำคัญทางศาสนาต่างๆ เพื่อให้ชาวบ้านที่ศรัทธาทั้งหลายได้เตรียมตัวไปทำบุญตักบาตรหรือนำภัตตาหารไปถวายพระภิกษุสงฆ์ที่วัด เพื่อเป็นศิริมงคงให้ชีวิต

ไม่เพียงเท่านี้เสียงกลองปูจา ยังเป็นเสียงของความสุขกำลังจะเริ่มขึ้น เป็นสัญญาณบอกงานเฉลิมฉลอง การละเล่นบันเทิง และกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ของหมู่บ้าน ดังนั้นเมื่อได้ยินเสียงกลองนี้ นั่นคือสัญญาณของความสุข ความสัมพันธ์อันดีที่ทุกคนในหมู่บ้านจะมารวมตัวกัน ช่วยงานกัน

และยังเป็นเสมือนเสียงที่สื่อสารแจ้งบอกข่าวสารสำคัญต่างๆ ให้คนในชุมชนได้รับรู้เหตุการณ์ต่างๆ ด้วย เช่น หากได้ยินเสียงตีกลองรัวเร็ว เป็นสัญญาณว่าอาจเกิดเหตุไฟไหม้ที่วัด หรือในหมู่บ้าน หรือในเมือง โจรปล้นบ้านหรือเมือง หากอยู่ในช่วงฤดูฝน ก็เป็นสัญญาณบอกเหตุน้ำท่วม เป็นต้น เสียงของกลองปูจาจึงเป็นเสียงที่แสดงถึงความสุขสงบที่จะเกิดขึ้นภายในหมู่บ้านนั่นเอง

Advertisement

Loading...

การสร้างกลองปูจา ศิลปะที่ต้องสืบสาน

กลองปูจา มีขนาดใหญ่มาก โดยหน้ากลองมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 83-85 ซม. ความยาวของกลองประมาณ 173-175 ซม. เลยทีเดียว ใช้ไม้เนื้อแข็งท่อนเดียวในการทำ เช่น ไม้สัก ไม้ประดู่ เพราะมีความคงทน อีกทั้งไม้ประดู่เป็นไม้เนื้อแข็งที่ให้เสียงดี ก้องกังวานไกล กลอง 1 ชุด ประกอบด้วยกลองใหญ่ เรียกว่า “แม่” และจะมีกลองขนาดเล็กมาเข้าชุดอีก 3 ใบ เรียกว่า ลูกตุ๊บ ใช้ไม้จากต้นเดียวกัน แต่ละใบมีขนาดแตกต่างกันไป วางเรียงเคียงกัน

หัวใจของกลองจะอยู่จุดกึ่งกลางของกลองใบใหญ่

โดยมีการนำเอาผลน้ำเต้าแห้งมาลงอักขรเลขยันต์ คาถาต่างๆ ลงไปด้วย อาทิ คาถาดงสงัด คาถามหานิยมมหาเสน่ห์ คาถาเสือ คาถาช้างโขง คาถานกยูงคำคาถามหาอำนาจ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความนิยมชมชอบ คนเชื่อถือศรัทธาต่อการมาทำบุญและเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เปรียบเหมือนที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้าน และเชื่อว่าเสียงกลองจะนำพาความสุขมาให้ทุกคนในหมู่บ้านอีกด้วย

ท่วงทำนองที่ใช้ตี มี 3 ทำนอง คือ ทำนองล่องน่าน ทำนองแซะ และทำนองสะบัดชัย นอกจากนี้กลองปูจาได้ถูกย่อส่วนให้มีขนาดเล็กลง เคลื่อนย้ายง่าย เพื่อนำไปใช้ในขบวนแห่ประโคมต่างๆ และใช้ชื่อเรียกว่า กลองสะบัดชัย

ต่อมาภายหลังได้มีการปรับเปลี่ยนจังหวะของการตีกลอง พัฒนาทำนองจังหวะจะโคนในการตี รวมถึงท่วงท่าการตีกลอง การระบำตามจังหวะขณะตีให้มีความหลากหลาย และแต่ละหมู่บ้านก็จะสร้างอัตลักษณ์ของการฟ้อนรำ การแต่งกายที่แตกต่างกันออกไป ทำให้มีความน่าสนใจไม่น้อยเลย ปัจจุบันยังนำการตีกลองปูจามาใช้ในแสดงโอกาสสำคัญต่างๆ ของจังหวัด ซึ่งทำให้คนรุ่นใหม่รู้จักและหันมาสนใจศิลปวัฒนธรรมนี้มากขึ้น

จึงถือว่าเป็นวัฒนธรรมอีกหนึ่งอย่างที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้และสืบทอดการตีกลองปูจาให้คงอยู่นานเท่านาน และหากใครได้ไปเที่ยว จ.น่าน ควรหาช่วงเวลาและโอกาสที่จะได้ไปชมการตีกลองปูจาสักครั้ง

ภาพทั้งหมดเป็นเพียงภาพประกอบเท่านั้น

ข้อมูลอ้างอิง

http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/563651

http://tkapp.tkpark.or.th/stocks/content/developer1/thaimusic/62_krongpuja/web/detail.html

Loading...



error: Alert: Content is protected !!